พี.เจ. แอคเค้าท์ติ้ง แอนด์ ลอว์เฟิร์ม > ผลงาน > “บางคดี แพ้ตั้งแต่วันที่ไม่ยอมมองความจริง”

“บางคดี แพ้ตั้งแต่วันที่ไม่ยอมมองความจริง”

ในคดีอาญาหลายคดี สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงข้อกฎหมาย

แต่คือ “การประเมินสถานการณ์ตามความจริง”

 

จำเลยจำนวนไม่น้อย มีพยานหลักฐานมัดตัวชัดเจน ทั้งเอกสาร พยานบุคคล ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือหลักฐานทางดิจิทัลที่ยากจะปฏิเสธได้ แต่กลับเลือกต่อสู้คดีแบบไร้ทิศทาง ปฏิเสธทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผลหรือแนวทางทางกฎหมายที่หนักแน่นรองรับ

 

ทั้งที่ในบางกรณี หากยอมรับสารภาพตั้งแต่ต้น

ศาลอาจพิจารณาถึงการสำนึกผิด การให้ความร่วมมือ และมีโอกาสได้รับการลดโทษ หรือแม้แต่รอการลงโทษได้

 

หลายครั้ง ระหว่างพิจารณาคดี ผู้พิพากษาอาจกล่าวบางอย่างในลักษณะ “เกริ่น” หรือ “เปิดทาง” ให้จำเลยได้คิดทบทวน เพราะศาลเห็นแนวโน้มของรูปคดีแล้ว แต่ด้วยบทบาทหน้าที่ ศาลไม่สามารถพูดตรง ๆ ได้ว่าควรทำอย่างไรหรือผลคดีจะออกมาแบบไหน

 

ทว่า จำเลยบางคนกลับไม่เข้าใจสิ่งที่ศาลพยายามสื่อ

ยังคงดื้อดึงสู้คดีต่อไป ทั้งที่ไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายมาหักล้างพยานหลักฐานได้จริง

 

จนเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ

จึงค่อยกลับมารับสารภาพในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ซึ่งในทางปฏิบัติ แทบไม่เกิดประโยชน์ต่อการลดโทษอีกแล้ว เพราะการกลับใจในวันที่หมดทางสู้ ย่อมแตกต่างจากการสำนึกผิดตั้งแต่ต้น

 

ศาลอาจมองว่า การรับสารภาพในภายหลัง ไม่ได้เกิดจากความสำนึก

แต่เกิดจากการรู้ว่า “ตนเองแพ้แล้ว”

 

คดีลักษณะนี้จึงสะท้อนว่า

การต่อสู้คดี ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธทุกเรื่องเสมอไป

 

บางครั้ง การยอมรับความจริงในเวลาที่เหมาะสม

อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดทั้งต่อรูปคดีและชีวิตของจำเลยเอง