
คดีนี้เริ่มจากอุบัติเหตุธรรมดาบนถนน แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเปลี่ยนชีวิตคนทั้งครอบครัว
ลุงเอ อายุ 70 ปี ขับรถจักรยานยนต์ตามปกติ ก่อนถูกรถขนส่งของบริษัทใหญ่พุ่งชน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นผู้ป่วยอัมพาต ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำงานได้อีกต่อไป จากเดิมที่แม้อายุมากแล้ว แต่ยังสามารถหารายได้จากการขายของที่ระลึกได้ด้วยตนเอง
หลังเกิดเหตุ ญาติพยายามเจรจากับฝ่ายคนขับ บริษัทขนส่ง และบริษัทประกันภัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความรับผิดชอบที่เหมาะสม บริษัทประกันเสนอเงินเพียง 300,000 บาท โดยอ้างว่า “เคสอื่นก็ได้กันเท่านี้” ทั้งที่เงินจำนวนดังกล่าวแทบไม่ต่างจากวงเงินตาม พ.ร.บ. ที่ผู้เสียหายพึงได้รับอยู่แล้ว
คำพูดนั้น ไม่ใช่แค่การต่อรองตัวเลข
แต่มันคือการประเมิน “คุณค่าของชีวิตคน” จากฐานะและภาพลักษณ์ภายนอก
ญาติลุงเอจึงตัดสินใจต่อสู้ทางกฎหมาย และมอบหมายให้ผมดำเนินคดี ฟ้องทั้งคนขับ บริษัทขนส่ง และบริษัทประกันภัย เรียกค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท
เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาล แรงกดดันจึงเริ่มย้อนกลับไปยังบริษัทประกันภัย เพราะบริษัทขนส่งมีรถจำนวนมากที่ทำประกันไว้ หากบริษัทประกันไม่สามารถจัดการความเสียหายได้อย่างเหมาะสม ก็อาจสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไป
ท้ายที่สุด คดีจึงจบลงด้วยการชดใช้เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท
จากวันที่คิดว่าจะจ่ายเพียง 300,000 บาท
หรือแม้แต่ถ้ายอมเจรจาอย่างจริงใจตั้งแต่แรกด้วยเงิน 700,000 บาท
สุดท้ายกลับต้องจ่ายมากกว่าสองเท่า เพราะเลือก “ดูถูกความเดือดร้อนของคนอื่น”
“บางครั้ง คนไม่ได้ลุกขึ้นสู้เพราะอยากได้เงินมากขึ้น
แต่เพราะเขาไม่ยอมให้ใครตีค่าชีวิตของคนที่เขารัก ว่าไร้ค่าเพียงนั้น










