
คดีนี้เริ่มต้นจาก “เพื่อนบ้านที่เคยดีต่อกัน” ก่อนจะกลายเป็นคดีความเรื่องกำแพงและการรุกล้ำที่ดิน
โจทก์กับจำเลยเคยเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดี บ้านติดกัน มีเพียงกำแพงเล็ก ๆ กั้น ต่างฝ่ายต่างไปมาหาสู่ เอาอาหารแบ่งปันกัน และพึ่งพาอาศัยกันมาตลอด
ต่อมาจำเลยได้สร้างกำแพง โรงเก็บของ และรางน้ำบนที่ดินของตนเองตั้งแต่ปี 2565 โดยระหว่างนั้นโจทก์และสามีก็รับรู้มาตลอด ทั้งยังเคยเข้ามาเยี่ยมชมสระว่ายน้ำที่สร้างพร้อมโรงเก็บของ เคยอนุญาตให้จำเลยเข้าไปทาสีกำแพงจากฝั่งบ้านของโจทก์ และไม่เคยทักท้วงเรื่องกำแพงหรือรางน้ำแต่อย่างใด
ปัญหาเริ่มขึ้นภายหลัง เมื่อโจทก์ต่อเติมบ้านของตนเอง และช่างก่อสร้างได้ใช้วิธีเหยียบกำแพงของจำเลยแทนการใช้บันได อีกทั้งยังรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของจำเลยจนทรัพย์สินเสียหาย จำเลยจึงตักเตือน ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง
หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ที่เคยดีเริ่มเปลี่ยนไป จนในที่สุดโจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยสร้างกำแพงและรางน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งรื้อถอน
ฝ่ายจำเลยจึงมาปรึกษาผมเพื่อสู้คดี โดยแนวทางสำคัญคือการต่อสู้ว่า “คดีขาดอายุความแล้ว” เพราะโจทก์ทราบเรื่องการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2565 เห็นทั้งตอนก่อสร้างและหลังสร้างเสร็จ เคยเข้าออกบ้านจำเลยอยู่ตลอด หากเห็นว่าเป็นการละเมิด ก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ทราบเรื่อง
หลักฐานสำคัญในคดี กลับไม่ใช่เอกสารทางวิศวกรรมหรือแผนที่รังวัด แต่เป็น “ข้อความไลน์” ระหว่างเพื่อนบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่สามีโจทก์เคยขอเข้ามาชมสระว่ายน้ำ ข้อความอนุญาตให้จำเลยเข้าไปทาสีกำแพง หรือข้อความที่โจทก์เองเคยพูดว่า
“ตอนแรกคิดว่ากำแพงใช้ร่วมกัน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นของคุณ”
ข้อความเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า โจทก์รับรู้เรื่องกำแพงและการก่อสร้างมาโดยตลอด อีกทั้งยังไม่เคยคัดค้านในช่วงเวลาที่ควรใช้สิทธิทางกฎหมาย
ท้ายที่สุด ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ทราบเรื่องการก่อสร้างมานานเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้ง “กำแพง” ที่พังจริง ๆ อาจไม่ใช่กำแพงบ้าน แต่คือความสัมพันธ์ของคน
ตอนที่ยังดีต่อกัน เรื่องเล็กน้อยแทบไม่มีใครติดใจ แต่เมื่อความสัมพันธ์แตกหัก เรื่องเดิมที่เคยมองข้าม ก็กลายเป็นคดีความได้ทันที
เพื่อนบ้านจึงเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกอย่างหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้พอจะช่วยเหลือกันได้มากที่สุด และก็ใกล้พอจะทำร้ายกันได้มากที่สุดเช่นกัน
สุดท้าย คดีนี้ไม่ได้ชนะเพราะกำแพงรุกล้ำหรือไม่ แต่ชนะเพราะหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งทั้งสองฝ่ายเคยไว้ใจกันมากพอ จนอีกฝ่ายรับรู้ทุกอย่างมาตลอด และปล่อยเวลาให้ผ่านไปเอง










