พี.เจ. แอคเค้าท์ติ้ง แอนด์ ลอว์เฟิร์ม > ผลงาน > “เมื่อญาติกลายเป็นคู่ความ และความไว้ใจกลายเป็นคดีอาญา”

“เมื่อญาติกลายเป็นคู่ความ และความไว้ใจกลายเป็นคดีอาญา”

คดีนี้เป็นคดีธุรกิจระหว่างญาติ ที่เริ่มต้นจาก “ความไว้ใจ” แต่เกือบจบลงด้วยคดีอาญาเรื่องยักยอกทรัพย์

เรื่องเริ่มจาก “หนึ่ง” เพิ่งเรียนจบด้านการตลาด และได้ไปร่วมงานรวมญาติ จึงได้รู้จักกับ “สอง” ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ฝ่ายแม่ สองชักชวนหนึ่งเข้ามาทำงานในบริษัทเอ ซึ่งทำธุรกิจส่งสินค้าข้ามประเทศ หนึ่งทำงานในฐานะลูกจ้างและมีผลงานดีมาตลอด จนสองเห็นความสามารถ จึงชวนกันเปิด “บริษัทบี” ซึ่งทำธุรกิจการตลาดโดยเฉพาะ ตกลงถือหุ้นกันคนละครึ่ง

ในการทำงานจริง หนึ่งเป็นคนสร้างบริษัทแทบทั้งหมด ตั้งแต่หาลูกค้า จ้างพนักงาน วางระบบงาน ดูแลฟรีแลนซ์ ไปจนถึงบริหารงานทั้งหมด ส่วนสองทำหน้าที่คุมการเงินและถือแอปพลิเคชันสำหรับจ่ายเงินของบริษัท

ต่อมาบริษัทบีเริ่มทำกำไรจำนวนมาก แต่ในเวลาเดียวกัน บริษัทเอของสองกลับขาดทุนหลายสิบล้านบาท สองจึงเริ่มเปลี่ยนท่าที และบอกว่าจะยังไม่แบ่งผลกำไรให้หนึ่ง เพราะต้องการนำเงินของบริษัทบีไปใช้หนี้บริษัทเอก่อน

หนึ่งรับไม่ได้ เพราะมองว่าตนเป็นผู้สร้างบริษัทบีขึ้นมา แต่กลับต้องทำงานฟรีไปเรื่อย ๆ เพื่อใช้หนี้ของธุรกิจอื่นที่ตนไม่ได้เกี่ยวข้อง จึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนต้องเลิกทำธุรกิจร่วมกัน

ปัญหาสำคัญคือ เงินทั้งหมดของบริษัทบีอยู่ในการควบคุมของสอง และสองกลับไม่ยอมจ่ายเงินให้ลูกจ้างและฟรีแลนซ์ ทำให้พนักงานทั้งหมดมาทวงเงินกับหนึ่ง เพราะเข้าใจว่าหนึ่งคือเจ้าของบริษัทตัวจริง เนื่องจากเป็นคนติดต่อและบริหารงานมาตลอด

หลังจากนั้น สองได้นำเงินออกจากบัญชีบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัว หนึ่งจึงมาปรึกษาผม เพราะหากไม่รีบดำเนินคดี อายุความร้องทุกข์ในคดียักยอกอาจขาด ทำให้เสียสิทธิเรียกร้องในภายหลัง

ผมจึงพาหนึ่งไปแจ้งความข้อหายักยอกทรัพย์บริษัท เนื่องจากหนึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 50% จึงถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

ในการเจรจาครั้งแรกที่สถานีตำรวจ สองโวยวายและยืนยันว่าตนมีสิทธินำเงินออกไปได้ เพราะมองว่าเงินดังกล่าวเป็น “เงินของตน” ที่ลงทุนลงหุ้นไว้ แต่ในทางกฎหมาย เมื่อเงินถูกนำมาลงทุนเป็นทุนจดทะเบียนแล้ว เงินนั้นย่อมกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท ไม่ใช่ของผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งโดยลำพัง

เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ สองจึงเริ่ม “เล่นเกมกลับ” โดยส่งหนังสือทวงทรัพย์สินบริษัท เช่น อุปกรณ์สำนักงาน พร้อมพยายามวางแนวทางจะดำเนินคดีกลับว่าหนึ่งเองก็ยักยอกทรัพย์บริษัทเช่นกัน

ทันทีที่เห็นเกมนี้ ผมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามสร้างดุลอำนาจต่อรอง จึงแนะนำให้หนึ่งคืนทรัพย์สินทุกชิ้นตามรายการทั้งหมด แม้หนึ่งจะไม่อยากคืนในตอนแรก แต่ผมอธิบายว่า หากคืนไปก่อน เกมกล่าวหายักยอกของอีกฝ่ายจะเดินต่อไม่ได้ และภายหลังเรายังสามารถเจรจาเอาทรัพย์สินกลับคืนได้อีก

เมื่อหนึ่งคืนของทั้งหมด แผนของสองก็ถูกดักทางทันที เพราะไม่สามารถกล่าวหาว่าหนึ่งยักยอกทรัพย์ต่อได้อีก

ต่อมาในการเจรจาครั้งที่สอง ภายหลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาและพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว ผมได้ยื่นข้อเสนอ 6 ข้อ ได้แก่

  1. ให้สองยกทรัพย์สินทั้งหมดให้หนึ่ง
  2. นำเงินกลับคืนบริษัท
  3. ชำระหนี้ให้ลูกจ้างและฟรีแลนซ์ทั้งหมด
  4. ปิดบริษัทและชำระบัญชี
  5. แบ่งผลกำไรตามสัดส่วนหุ้น
  6. ถอนแจ้งความคดียักยอก

การเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด เพราะสองเป็นคนอีโก้สูง และมองว่าตนเป็นผู้มีบุญคุณที่ให้โอกาสหนึ่งเข้ามาทำงาน ส่วนหนึ่งก็มองว่าตนคือคนที่สร้างบริษัทขึ้นมาด้วยแรงและความสามารถของตนเอง แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรม

สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจึงหาจุดจบที่ยอมรับได้ร่วมกัน คือ

* สองยกทรัพย์สินทั้งหมดให้หนึ่ง

* สองไม่ต้องคืนเงิน แต่หนึ่งจะขายหุ้นทั้งหมดให้สองและถอนตัวออกจากบริษัท

* สองต้องชำระหนี้ให้ลูกจ้างและฟรีแลนซ์ทั้งหมด

* หนึ่งถอนแจ้งความคดียักยอก

คดีนี้จึงไม่ได้จบด้วยชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จบลงด้วยการ “ตัดปัญหา” ให้แต่ละฝ่ายเดินออกจากความขัดแย้งในจุดที่ยังรักษาผลประโยชน์สำคัญของตัวเองไว้ได้

และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับหนึ่ง ไม่ใช่เงิน แต่คือการทำให้ลูกจ้างและฟรีแลนซ์ทุกคนได้รับเงินครบ เพราะสำหรับคนที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากคนทำงาน ความรับผิดชอบต่อทีมงาน คือสิ่งที่มีค่ากว่าตัวเลขในบัญชี