พี.เจ. แอคเค้าท์ติ้ง แอนด์ ลอว์เฟิร์ม > ผลงาน > “การเซ็นเอกสารแทนกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กในทางกฎหมาย”

“การเซ็นเอกสารแทนกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กในทางกฎหมาย”

“บางครั้ง คนที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร กลับกลายเป็นคนที่ต้องขึ้นศาล”

เขาถูกดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสาร ทั้งที่เดิมเขาไม่ได้มีข้อพิพาทอะไรกับใครเลย

เรื่องเริ่มจากบริษัทแห่งหนึ่งมีผู้ถือหุ้น 2 ฝ่าย ซึ่งมีความขัดแย้งกันอย่างหนัก จนถึงขั้นต้องการเลิกบริษัท ฝ่ายหนึ่งต้องการดำเนินการยุบหรือเลิกกิจการให้เสร็จโดยเร็ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยินยอมเซ็นเอกสารต่าง ๆ

คนที่ทำหน้าที่จัดเตรียมเอกสารและประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่าย จึงตกอยู่ตรงกลาง ต้องคอยตามเอกสาร ติดต่อคู่กรณี และแก้ปัญหาความล่าช้าตลอดเวลา

ด้วยความรีบร้อน และคิดเพียงว่า “อยากให้งานจบ ๆ ไป”

เขาจึงตัดสินใจเซ็นชื่อแทนผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายลงในเอกสารบางฉบับ โดยเข้าใจเองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องภายในบริษัทอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเพียง “การช่วยให้งานเดินต่อ”

กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีอาญา

เมื่ออีกฝ่ายทราบเรื่อง จึงนำคดีเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ทั้งที่ความจริง ข้อพิพาทหลักเป็นเรื่องระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งสองคน ไม่ใช่เรื่องของคนทำเอกสารเลยแม้แต่น้อย

แต่สุดท้าย คนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ ไม่ได้มีส่วนได้เสีย และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร กลับกลายเป็นคนที่ต้องมานั่งต่อสู้คดีอาญาเพียงเพราะ “คิดแทนกฎหมาย” และอยากให้งานเสร็จเร็วเกินไป

คดีลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะในบริษัท ครอบครัว หรือธุรกิจที่คนคุ้นเคยกัน จนหลายคนเข้าใจผิดว่า การเซ็นแทนกัน “ไม่น่าเป็นอะไร”

แต่ในทางกฎหมาย

การลงลายมือชื่อแทนผู้อื่น โดยไม่มีอำนาจชัดเจน อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทันที แม้จะไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม

ดังนั้น “ความหวังดี ที่ไม่อยู่ในกรอบกฎหมาย

อาจเปลี่ยนคนช่วยงาน ให้กลายเป็นจำเลย”