
“สิ่งที่อันตรายที่สุดในสัญญา อาจไม่ใช่คนโกง แต่คือข้อความที่เซ็นรับรองไปแล้ว”
มีคดีจำนวนไม่น้อย เกิดจากการซื้อขายบ้านแบบ “ผ่อนกันเอง” ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยไม่ได้ผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน
ช่วงแรก ทุกอย่างดูเรียบง่าย
คนขายอยากขายได้เร็ว คนซื้อก็ยังขอกู้ธนาคารไม่ผ่าน จึงตกลงกันเองว่า ผู้ซื้อจะผ่อนชำระเป็นงวดระยะยาว เช่น 20–30 ปี
ปัญหาคือ หลายคนกลับเลือก “โอนกรรมสิทธิ์” ให้ทันทีตั้งแต่วันแรก และในวันโอนที่ดิน ก็มักใช้แบบฟอร์มมาตรฐานของสำนักงานที่ดิน ซึ่งมีข้อความว่า
“ผู้ซื้อได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว”
ทั้งที่ในความจริง เงินยังไม่ได้จ่ายครบแม้แต่ครึ่งเดียว
ช่วงแรกผู้ซื้ออาจผ่อนตรงตามสัญญา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางคนเริ่มจ่ายล่าช้า บางคนหยุดจ่ายไปเลย
และเมื่อผู้ขายพยายามเรียกร้องสิทธิของตน
ผู้ซื้อกลับหยิบเอกสารวันโอนขึ้นมาอ้างว่า
* บ้านได้โอนกรรมสิทธิ์แล้ว
* และในสัญญาก็ระบุชัดว่า “ชำระเงินครบถ้วนแล้ว”
จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินคดี เพราะเอกสารที่เซ็นต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ กลับมีข้อความขัดกับข้อเท็จจริงที่ตกลงกันจริง
คดีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากกฎหมายซับซ้อน
แต่เกิดจากการ “มองข้ามรายละเอียดในเอกสาร” เพราะคิดว่าเป็นเพียงพิธีการ
ทั้งที่ในทางกฎหมาย
เพียงข้อความไม่กี่บรรทัด อาจเปลี่ยนสถานะของคนจาก “เจ้าของทรัพย์” ให้กลายเป็น “เจ้าหนี้ที่พิสูจน์อะไรยากขึ้น” ได้ทันที
ดังนั้น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีผ่อนชำระกันเอง ควรมีการจัดทำสัญญาและตรวจเอกสารอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงรีบโอนให้เสร็จ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นภายหลัง สิ่งที่ศาลใช้พิจารณาอันดับแรก มักไม่ใช่คำพูด แต่คือ “สิ่งที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้”
ดังนั้น “ในโลกกฎหมาย
คนจำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะถูกโกง
แต่แพ้เพราะเซ็นรับรองในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง”









