P.J. ACCOUNTING AND LAWFIRM CO.,LTD. > 表現 > “บางคดีไม่ได้แพ้เพราะไม่มีสิทธิ แต่แพ้เพราะตั้งเรื่องผิดตั้งแต่ต้น”

“บางคดีไม่ได้แพ้เพราะไม่มีสิทธิ แต่แพ้เพราะตั้งเรื่องผิดตั้งแต่ต้น”

ในการทำคดี สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “ใครถูกใครผิด”

แต่คือการมองข้อเท็จจริงและ “ตั้งฐานคดี” ให้ถูกต้อง

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากอีกฝ่ายไม่คืนเงิน ไม่ทำตามสัญญา หรือเบี้ยวหนี้

ต้องเป็นคดีฉ้อโกงเสมอ

จึงรีบไปแจ้งความอาญา หวังใช้อำนาจคดีอาญากดดันให้อีกฝ่ายยอมจ่าย

แต่ในความเป็นจริง

บางเรื่องเป็นเพียง “คดีแพ่ง” เช่น ผิดสัญญาจ้าง กู้ยืมเงิน ซื้อขาย หรือผิดข้อตกลงทางธุรกิจ

ซึ่งแม้อีกฝ่ายจะผิดจริง ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นอาชญากรรม

หากตั้งเรื่องผิด จากคดีที่ตนเองถือไพ่เหนือกว่า

อาจกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที

เพราะเมื่อศาลเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ฉ้อโกง

นอกจากคดีอาญาจะไม่สำเร็จแล้ว

ผู้กล่าวหาเองยังเสี่ยงถูกฟ้องกลับฐานแจ้งความเท็จ ฟ้องเท็จ หรือเบิกความเท็จได้อีกด้วย

จากเดิมที่มีสิทธิฟ้องเรียกเงิน เรียกค่าเสียหาย หรือบังคับคดีทางแพ่ง

กลับต้องกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีอาญาเสียเอง

และเมื่อสถานการณ์พลิก

อำนาจต่อรองที่เคยมีก็หายไปทันที

ลูกหนี้บางคนอาจใช้คดีอาญาที่ฟ้องกลับนั้น มาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ด้วยซ้ำ

คดีจำนวนมากจึงไม่ได้พังเพราะข้อกฎหมายยาก

แต่พังเพราะ “วิเคราะห์ปัญหาผิดประเภท”

ก่อนฟ้องใคร คำถามสำคัญไม่ใช่

“อีกฝ่ายทำให้เราเสียหายไหม”

แต่คือ

“ความเสียหายนั้น เป็นเรื่องแพ่ง หรือเป็นอาชญากรรมจริง”

เพราะกฎหมายอาญา ไม่ใช่เครื่องมือทวงหนี้

และความโกรธ ก็ไม่ใช่พยานหลักฐาน

ท้ายที่สุดแล้ว

คนที่ชนะคดี ไม่ใช่คนที่ฟ้องแรงที่สุด

แต่คือคนที่ “มองข้อเท็จจริงได้แม่นที่สุด”

ดังนั้น “เมื่อวิเคราะห์ปัญหาผิด ต่อให้เดินเร็วแค่ไหน ก็ยิ่งพาตัวเองไปผิดทาง”