P.J. ACCOUNTING AND LAWFIRM CO.,LTD. > 表現 > “เจ้าของบ้านตัวจริง… แต่กลับเข้าบ้านตัวเองไม่ได้”

“เจ้าของบ้านตัวจริง… แต่กลับเข้าบ้านตัวเองไม่ได้”

คดีนี้เริ่มต้นจาก “สัญญาเช่า” แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคดีขับไล่ ที่เจ้าของบ้านต้องฟ้องผู้เช่าให้ออกจากทรัพย์สินของตนเอง

โจทก์เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ต่อมาได้ปล่อยเช่าบ้านให้จำเลยที่ 1 ในราคาเดือนละ 30,000 บาท มีกำหนดสัญญาเช่า 1 ปี

ในช่วงแรก ทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 เริ่มขอลดค่าเช่า โดยอ้างว่าธุรกิจไม่ดี โจทก์เห็นใจจึงยอมลดค่าเช่าให้ชั่วคราว เหลือเดือนละ 20,000 บาท

แต่ภายหลังโจทก์กลับพบความจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้นำบ้านไปปล่อยเช่าช่วงให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และยังเก็บค่าเช่าเต็มจำนวนเดือนละ 30,000 บาท เท่ากับว่า ในขณะที่เจ้าของบ้านยอมลดค่าเช่าเพราะความเห็นใจ จำเลยกลับนำส่วนต่างไปหากำไรให้ตนเอง

ไม่เพียงเท่านั้น จำเลยทั้งสองยังดัดแปลงบ้าน รื้อถอนบางส่วน และเปลี่ยนสภาพบ้านเป็นร้านอาหาร โดยไม่เคยขออนุญาต ทั้งที่ในสัญญาเช่าระบุชัดว่า ห้ามดัดแปลง ต่อเติม หรือรื้อถอนทรัพย์สินโดยเด็ดขาด หากไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบ้าน

เมื่อโจทก์ทราบเรื่อง จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านหลายครั้ง รวมทั้งให้ทนายส่งหนังสือบอกกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่จำเลยทั้งสองยังคงเพิกเฉย ไม่ยอมย้ายออก ทั้งยังล็อกประตูบ้าน ทำให้เจ้าของบ้านไม่สามารถเข้าทรัพย์สินของตนเองได้

ที่สำคัญ จำเลยที่ 1 ยังเคยส่งข้อความยอมรับเองว่า

“ผมขออนุญาตแบ่งเช่าต่อ… ผมไม่กล้าบอก เพราะในสัญญาไม่อนุญาตให้ปล่อยเช่าต่อ”

ข้อความสั้น ๆ นี้ กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยรู้ดีว่าสิ่งที่ทำผิดสัญญา แต่ก็ยังเลือกทำ

ต่อมา แม้ในวันไกล่เกลี่ย จำเลยที่ 1 จะตกลงว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกภายใน 1 สัปดาห์ แต่สุดท้ายก็ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอีกเช่นเดิม

โจทก์จึงตัดสินใจฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากทรัพย์สิน เรียกค่าเสียหาย และเรียกค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่สามารถนำบ้านไปปล่อยเช่าแก่ผู้อื่นได้

ท้ายที่สุด ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โดยสั่งให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้าน พร้อมส่งมอบบ้านคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามกลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอีก และให้ชำระค่าเสียหาย รวมทั้งค่าขาดประโยชน์รายเดือนจนกว่าจะย้ายออก

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า

“ความเห็นใจ” กับ “การเอาเปรียบ” มีเส้นบาง ๆ คั่นอยู่

บางครั้ง เจ้าของบ้านยอมลดค่าเช่าเพราะเห็นใจว่าผู้เช่าลำบาก แต่เมื่อความไว้ใจถูกใช้เป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ก็ไม่เหลืออะไรนอกจากข้อพิพาท

และในท้ายที่สุด บ้านอาจไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่คือ “พื้นที่แห่งสิทธิ” ของเจ้าของ

เมื่อเจ้าของบ้านแม้แต่จะเดินเข้าบ้านตัวเองยังไม่ได้ วันนั้นปัญหามันไม่ได้เป็นแค่เรื่องค่าเช่าอีกต่อไปแล้ว