P.J. ACCOUNTING AND LAWFIRM CO.,LTD. > 表現 > เมียหลวงฟ้องชู้ 1 ล้าน สุดท้ายจบด้วยประโยคเดียวที่ทำให้จำเลยเงียบทั้งศาล

เมียหลวงฟ้องชู้ 1 ล้าน สุดท้ายจบด้วยประโยคเดียวที่ทำให้จำเลยเงียบทั้งศาล

คดีฟ้องชู้คดีหนึ่ง เริ่มต้นจากชีวิตครอบครัวที่เคยมั่นคง โจทก์ใช้ชีวิตคู่กับสามีมานานกว่า 10 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน อายุ 6ปี และ 4 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา สามีไม่เคยนอกใจและเป็นเสาหลักของครอบครัวมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงที่โจทก์ตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้น สามีเริ่มเที่ยวกลางคืนและมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงที่มีไลฟ์สไตล์หรูหรา ชอบปาร์ตี้ ใช้ชีวิตอยู่คอนโดหรูย่านทองหล่อ ค่าเช่าเดือนละหลายหมื่นบาท ขับรถเทสล่า และเดินทางต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

ภายหลังโจทก์ทราบว่า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถหรือค่าเช่าคอนโด ล้วนมีสามีเป็นผู้สนับสนุน เมื่อสอบถาม สามีกลับตอบแบบบ่ายเบี่ยง ทีเล่นทีจริง อ้างว่าเลิกรากันไปแล้ว แต่เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี โจทก์กลับพบว่าสามียังคงปรากฏตัวร่วมงานปาร์ตี้กับหญิงสาวคนดังกล่าวผ่านสตอรี่ในโซเชียลมีเดีย จึงตัดสินใจดำเนินคดีเรียกค่าทดแทนจากชู้เป็นเงิน 1 ล้านบาท

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับสามีจะห่างเหินลง แต่โจทก์ก็ยังไม่ต้องการหย่า เพราะยังรักสามี สงสารลูก และกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งเรื่องการเลี้ยงดูบุตรและธุรกิจที่ร่วมกันสร้างมา

ในการนัดไกล่เกลี่ยครั้งแรก ฝ่ายจำเลยไม่ได้มาศาลด้วยตนเอง ส่งเพียงทนายเข้ามายื่นคำให้การยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่าโจทก์ทราบเรื่องเกินหนึ่งปีแล้ว จึงขาดอายุความ พร้อมเสนอชดใช้เพียงหนึ่งแสนบาท โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีงานทำ ซึ่งขัดกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หรูหราอย่างเห็นได้ชัด

ต่อมาในการนัดครั้งที่สอง จำเลยเดินทางมาศาลด้วยตนเอง โดยอ้างว่าถูกสามีโจทก์หลอกว่าได้เลิกรากับภรรยาแล้ว และยืนยันว่ารถเทสล่าและค่าเช่าคอนโดเป็นทรัพย์สินที่ตนออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งยังให้คำมั่นว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับสามีโจทก์อย่างเด็ดขาด

จุดสำคัญของคดีจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้คำพูดดังกล่าวมี “หลักประกันทางกฎหมาย” ฝ่ายโจทก์จึงเสนอเงื่อนไขว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 300,000 บาท และหากภายหลังกลับไปยุ่งเกี่ยวกับสามีโจทก์อีก จะต้องชำระค่าปรับครั้งละ 1 ล้านบาท

ในตอนแรกจำเลยลังเลและไม่กล้าลงนามในข้อตกลง แต่เมื่อถูกถามว่า “หากตั้งใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกจริง แล้วจะกลัวอะไร” จำเลยก็ไม่อาจปฏิเสธเหตุผลดังกล่าวได้

ท้ายที่สุด โจทก์ยอมรับข้อเสนอและยุติคดีลงด้วยข้อตกลงดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าเป้าหมายแท้จริงของการฟ้องคดีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะหรือเรียกเงินจำนวนมหาศาล แต่คือการหยุดความสัมพันธ์ที่ทำลายครอบครัว และปกป้องอนาคตของลูกให้ได้มากที่สุด

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายอย่างเข้าใจความเป็นจริง ไม่ได้มุ่งเอาชนะกันจนถึงที่สุด แต่เลือกผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ชีวิตของคู่ความมากกว่าเพียงชัยชนะบนหน้าคำพิพากษา